Share

Girl with a Pearl Earring ....ลาพิส ลาซูลี และสีอื่น ๆ ในจานสีของโยฮันเนส เวอร์เมียร์

Last updated: 28 Jul 2025
952 Views
การศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของภาพเขียนสำคัญ ๆ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วในยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ใหญ่ ๆ ในเอเชียฝั่งบ้านเรา ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะวัสดุศาสตร์ช่วยให้เข้าใจวิธีการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปิน ทั้งยังเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการบูรณะซ่อมแซมและดูแลรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมสภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
 
การศึกษาภาพหญิงสาวกับต่างหูมุก หรือ Girl with a pearl earring วาดโดย โยฮันเนส เวอร์เมียร์ ซึ่งเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์มอริสชุยส์ (Mauritshuis Museum) ประเทศเนเธอร์แลนด์  เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ 
 
ปี 2018 ทีมนักวิทยาศาสตร์ และนักอนุรักษ์ ของพิพิธภัณฑ์มอริสชุยส์ นำทีมโดย Dr. Abbie Vandivere ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์ภาพวาด ทำงานร่วมกับนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์จากหลาย ๆ สถาบันในหลายประเทศ ได้ทำการศึกษาภาพนี้ด้วยเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยหลายเทคนิค เพื่อค้นหาตอบให้กับคำถามที่ว่า ศิลปินมีขั้นตอนและเทคนิคอย่างไรในการสร้างสรรค์ผลงาน วัสดุที่ศิลปินใช้รวมถึงแหล่งที่มาของวัสดุเหล่านั้น ภาพวาดที่เราเห็นในวันนี้ จริงๆ แล้วมีลักษณะเป็นอย่างไรเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อนตอนที่เวอร์เมียร์วาดเสร็จใหม่ ๆ และอีกหลาย ๆ คำถาม

โยฮันเนส เวอร์เมียร์ หรือที่อ่านแบบดัตช์ว่า โยฮันเนิส เฟอร์เมร์ (Johannes Vermeer, 1632 - 1675)  มีชีวิตเฉกเช่นเดียวกับศิลปินทั่วไปอีกหลาย ๆ คน ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ ตลอดชีวิตของเวอร์เมียร์ มีผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาเพียง 36 ชิ้น และเมื่อเขาเสียชีวิตลงในปี 1675 ชื่อของเขาก็ค่อยๆ ถูกหลงลืมไปกับกาลเวลา จนกระทั่งผ่านไปสองร้อยปี ในปี 1881 ผลงาน "หญิงสาวกับต่างหูมุก" ถูกนำมาปรากฏกายในตลาดประมูลงานศิลปะ ก่อนที่มันจะถูกประมูลไปโดยนักสะสมชื่อ Arnoldus Andries des Tombe ในราคาเพียง 2 กิลเดอร์เนเธอร์แลนด์ บวกกับค่านายหน้าอีก 30 เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 1-2 ยูโรในปัจจุบัน  
 
เมื่อ Arnoldus Andries des Tombe เสียชีวิตลงในปี 1902 ภาพนี้ถูกมอบให้กับพิพิธภัณฑ์มอริสชุยส์
 
ภาพ "หญิงสาวกับต่างหูมุกนี้" ผ่านการบูรณะฟื้นฟูหลายครั้งทั้งก่อนที่จะถูกส่งมอบให้พิพิธภัณฑ์ และภายหลังจากที่อยู่ในการดูแลของพิพิธภัณฑ์แล้ว การบูรณะครั้งใหญ่ที่ได้นำเทคนิคทางวิทยาศาสตร์มาใช้วิเคราะห์ภาพเกิดขึ้นในปี 1994 ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Vermeer Illuminated ยี่สิบหกปีก่อนที่จะถูกนำมาศึกษาอีกครั้งเมื่อเทคโนโลยีทันสมัยมากยิ่งขึ้น ในปี 2018 ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า The Girl in The Spotlight ซึ่งการค้นคว้าวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ภายใต้โครงการนี้ทำให้ภาพวาด "หญิงสาวกับต่างหูมุก" กลายเป็นหนึ่งในภาพวาดที่ได้รับการค้นคว้าและบันทึกไว้อย่างละเอียดที่สุดในโลก
 
โครงการ The Girl in the spotlight นี้ภาพหญิงสาวถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด ภาพถูกถอดออกจากกรอบรูป วัดขนาด นักวิจัยทำการตรวจสอบสภาพอย่างละเอียดด้วยสายตา ก่อนนำไปถ่ายภาพด้วยเทคนิคต่าง ๆ ภายใต้สภาพแสงและแหล่งกำเนิดรังสีที่แตกต่างกัน ซึ่งก็คือถ่ายภาพเอกซเรย์และภาพถ่ายทางเทคนิคความละเอียดสูง การถ่ายภาพเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีความยาวคลื่นและระดับพลังงานที่แตกต่างกัน วัสดุบางชนิดในภาพมีปฏิกิริยาสนองตอบต่อความยาวคลื่นเฉพาะและสามารถตรวจจับได้โดยใช้กล้องและฟิลเตอร์พิเศษ ช่วงความยาวคลื่นที่เป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับนักวิทยาศาสาตร์และนักอนุรักษ์งานศิลปะคือ รังสีเอกซ์ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) แสงที่มองเห็น (VIS, visible light) และรังสีอินฟราเรด (IR)

นอกจากการถ่ายภาพแล้วหลาย ๆ เทคนิคทางวิทยาศาสตร์หลากหลายถูกนำมาใช้เพื่อศึกษาชนิดของผ้าใบ วิธีการขึงผ้าใบ ชนิดของสารรองพื้นและวิธีการลงรองพื้น น้ำมันและสีที่ใช้ เทคนิคการเคลือบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมสภาพของวัสดุซึ่งมีผลต่อลักษณะที่เห็นของภาพในช่วงเวลาที่ผ่านมากว่าสามร้อยปี
 
ผู้เขียนจะทยอยเล่าในบทความถัด ๆ ไปว่าผลจากการวิจัยในครั้งนี้มีคำตอบต่อคำถามที่เกี่ยวกับภาพเขียนนี้อย่างไรบ้าง
 
ในบทความตอนนี้ อยากจะเล่าเกี่ยวกับสีและน้ำมันที่เวอร์เมียร์ใช้
 
เวอร์เมียร์ใช้น้ำมันลินสีดเป็นตัวผสมสีสำหรับการวาดภาพนี้ (และคงจะใช้สำหรับภาพอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน) ลินสีดเป็นน้ำมันทีทำมาจากเมล็ดของต้นแฟลกซ์ (flax)  โดยทั่วไปจะใช้เป็นส่วนผสมในสีน้ำมัน เพื่อช่วยให้สีแห้งช้าลง ปรับความข้นของสีได้ ช่วยเพิ่มความเงา น้ำมันลินสีดมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันชักแห้ง ซึ่งหมายความว่าเมื่อสัมผัสกับอากาศจะแห้งตัว ความช้าเร็วของการแห้งตัวนั้นยังขึ้นอยู่กับสีที่ผสม น้ำมันที่พบบนภาพหญิงสาวกับต่างหูมุกนี้เป็นน้ำมันลินสีดที่มีการปนเปื้อนของน้ำมันเรพซีด (Rapeseed) ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะปนเปื้อนมาจากกระบวนการสกัดน้ำมัน 

ส่วนสีที่ใช้ในการเขียนภาพนี้ประกอบด้วย สีแดงปรอท (vermillion red), สีแดง (red lake), สีขาวตะกั่ว (lead white), สีนำ้เงินอัลตรามารีน (ultramarine blue), สีคราม (indigo), สีเหลือง (weld), สีดำ (bone black และ charcoal)และ สีประเภท earth pigment ที่ได้จากดินหรือหินธรรมชาติซึ่งให้สีเหลืองและสีน้ำตาลของเสื้อของหญิงสาว
 
สีแดงที่พบบนภาพนี้เป็นรงควัตถุสีส้มแดงทึบแสงที่ทำจากปรอทซัลไฟด์ (HgS) เรียกว่าเวอร์มิลเลียน (vermillion) หรือ ซินนาบาร์ (cinnabar, HgS) คนไทยเรียกสีแดงชาด ถูกใช้ระบายอย่างชัดเจนบริเวณริมฝีปากและเป็นส่วนผสมของสีผิวบริเวณใบหน้า  นอกจากสีแดง vermillion แล้ว สีแดง Red Lake ที่ทำจากแมลงโคชินีล (Cochineal) เป็นอีกสีที่เวอร์เมียร์ใช้ระบายบริเวณริมฝีปากและผิวหนัง 
 
โคชินีลเป็นแมลงสายพันธุ์ Dactylopius coccus Costa ซึ่งชอบเกาะอยู่ตามต้นตะบองเพชรที่พบมากแถบประเทศแม็กซิโก แมลงตัวเมียจะถูกนำออกมาตากแห้งและบดเพื่อสกัดกรดคาร์มินิก วิธีนี้ทำให้ได้สีย้อมสีแดงเลือดหมูที่มีสีแดงเข้มสวยงามซึ่งนิยมใช้ในการย้อมผ้า การเปลี่ยนโคชินีลให้เป็นสีจำเป็นต้องเปลี่ยนสีย้อมสีแดงจากของเหลวเป็นของแข็งโดยการผสมกับผงสีขาว (ซึ่งโดยปกติแล้วคืออะลูมินาไฮเดรต) เรียกรงควัตถุสีแดงที่ได้ว่า red lake ซึ่งต้องนำมาผสมกับน้ำมันและรงควัตถุอื่น ๆ เพื่อทำสี  
 
สี red lake จะมองเห็นเป็นอนุภาคสีแดงเข้มในแสงปกติ และเรืองแสงสีชมพูสดในแสงยูวี  สีแดงชนิดนี้น่าจะมีการนำเข้าจากประเทศแม็กซิโกสู่สเปน ก่อนส่งเข้าอัมสเตอร์ดัม จนถึงย่านอาศัยของเวอร์เมียร์
 
สีขาวตะกั่วเป็นสีที่เวอร์เมียร์ใช้ในการระบายภาพหญิงสาว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดสำหรับการวาดภาพในศตวรรษที่ 17 สีขาวตะกั่วกระจายอยู่ทั่วบริเวณภาพเนื่องจากมันถูกผสมอยู่ในชั้นรองพื้นด้วย แต่พบมากบริเวณดวงตา  ไข่มุก ปกเสื้อ ผ้าคลุมศีรษะ และด้านซ้ายของใบหน้าตรงที่หญิงสาวหันหน้าเข้าหาแสง ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างบริเวณที่มีแสงและเงา ช่วยเสริมให้ภาพดูมีมิติมากขึ้น ภาพถ่ายเอกซเรย์ยืนยันให้เห็นว่าสีขาวตะกั่วกระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ด้วยคุณสมบัติดูดกลืนรังสีเอกซ์และปรากฏให้เห็นเป็นสีขาวบนภาพเอกซเรย์อย่างชัดเจน
 
สีดำที่เวอร์เมียร์ใช้ในการเขียนภาพนี้มีสองชนิดคือ สีดำคาร์บอน (carbon black) ซึ่งได้จากถ่านไม้ให้สีดำอมน้ำเงิน และสีดำโทนน้ำตาลที่ได้จากกระดูก (bone black)
 
ส่วนสีพื้นหลังที่มองเห็นว่าเป็นสีดำ จริงๆ แล้วคือสีเขียวที่เกิดจากการผสมของสีคราม (Indigo) และสีเหลืองที่เรียกว่า weld  
 
Weld เป็นสีย้อมสีเหลืองธรรมชาติที่ทำจากพืชที่รู้จักกันในชื่อ Dyers rocket: Reseda luteola L. ดอก ลำต้น และใบสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด แต่สีคุณภาพดีที่สุดจะมาจากดอก พืชชนิดนี้เติบโตทั่วยุโรป และเป็นหนึ่งในสีย้อมที่เก่าแก่และใช้กันอย่างแพร่หลาย 
 
สีที่โดดเด่นที่สุดของภาพนี้จะเป็นสีอะไรไปไม่ได้นอกจากสีนำ้เงินของผ้าโพกหัวของหญิงสาว ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าสีน้ำเงินที่เวอร์เมียร์ใช้คือสีนำ้เงินอัลตรามารีน  (Ultramarine blue) อัลตรามารีนทำจากแร่ลาซูไรต์สีน้ำเงินสดใส ซึ่งเป็นแร่ที่พบในหินลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli) หินสีน้ำเงินเข้มที่มีแร่ไพไรต์สีทองแทรกอยู่ ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ (แต่จริง) ที่ว่าอัลตรามารีนเกือบทั้งหมดที่ใช้ในประวัติศาสตร์ศิลปะมาจากแหล่งเดียวกันของโลก นั่นคือเหมืองไม่กี่แห่งบนเนินเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน
 
การขุดแร่ลาพิส ลาซูลี การขนย้ายลงจากภูเขา และทำการขนส่งไปยังยุโรป รวมถึงกระบวนการเปลี่ยนหินให้เป็นสี ทำให้สีชนิดนี้เป็นสีที่แพงที่สุด ว่ากันว่ามีลาพิส ลาซูลีมีมูลค่าสูงกว่าทองคำ ในภาพหญิงกับต่างหูมุกนี้ นอกจากบริเวณผ้าโพกศีรษะแล้ว เวอร์เมียร์ยังผสมอัลตรามารีนเข้ากับเงาของเสื้อแจ็คเก็ตสีเหลืองอีกด้วย
 
นอกจากภาพนี้แล้ว เวอร์เมียร์ยังใช้สีอัลตรามารีนจำนวนมากในภาพของเขา โดยเฉพาะภาพ "Woman in Blue Reading a Letter (1663-1664)"  มีข้อถกเถียงกันว่าเวอร์เมียร์มีเงินมากมายมาใช้สำหรับซื้อสีอัลตรามารีนได้อย่างไรในเมื่อเขามีชีวิตที่แร้นแค้นยากจน มีลูกเล็กๆ ที่ต้องเลี้ยงดูหลายคน บ้างก็ว่าอาจจะได้รับการสนับสนุนจากเศรษฐี หรือว่าจริง ๆ แล้วเวอร์เมียร์อุทิศชีวิตให้กับการทำงานศิลปะ ยอมให้ชีวิตตัวเองและลูก ๆ แร้นแค้นลำบากเพื่อนำเงินมาซื้อวัสดุที่ใช้ในการวาดภาพ
 
การวิเคราะห์เพื่อหาว่าสีแต่ละสีที่มองเห็นบนภาพเขียนนี้คือสีอะไร นักวิจัยใช้หลายเทคนิคประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ การถ่ายเอกซเรย์ การใช้เครื่องวิเคราะห์ฟลูออเรสเซนซ์รังสีเอกซ์ (MA-XRF) การตรวจสอบภาพตัดขวางของสีด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดร่วมกับการวิเคราะห์ธาตุด้วยรังสีเอกซ์แบบกระจายพลังงาน (Scanning Electron Microscope-Dispersive X-ray Spectroscopy, SEM-EDX) เป็นต้น  
 
สีบนภาพวาดมีความหมายมากกว่าเพียงแค่จะแสดงให้เห็นว่าภาพนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของศิลปินผู้อุทิศตัวเองให้กับการสร้างสรรค์งานศิลปะ  ช่วงเวลา ประวัติศาสตร์ การค้าขายแลกเปลี่ยน และอื่น ๆ อีกมากมาย 
 
 
ขอบพระคุณสำหรับการติดตามค่ะ 

 
ที่มาของข้อมูล:
1.https://www.mauritshuis.nl/en/our-collection/restoration-and-research/closer-to-vermeer-and-the-girl.
2.Abbie Vandivere. The technical (re-)examination of Vermeers Girl with a Pearl Earring. Vandivere HeritSci (2020) 8:26 https://doi.org/10.1186/s40494-020-00370-7.
3.Abbie Vandivere, Jørgen Wadum, Klaas Jan van den Berg, Annelies van Loon, and The Girl in the Spotlight research. From Vermeer Illuminated to The Girl in the Spotlight: approaches and methodologies for the scientific (re-) examination of Vermeers Girl with a Pearl Earring. Vandivere et al. Herit Sci (2019) 7:66 https://doi.org/10.1186/s40494-019-0307-5.
 
 

Related Content
การถ่ายภาพทางเทคนิคกับการวิเคราะห์ภาพเขียน
บทบาทของวิทยาศาสตร์ที่มีต่องานศิลปะได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 20 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในต่างประเทศที่มีความนิยมสะสมและซื้อขายงานศิลปะอย่างแพร่หลาย พบว่ามีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการปลอมแปลงงานศิลปะอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็หมายถึงเงินจำนวนมหาศาลได้สูญเสียไปเนื่องมาจากการปลอมแปลง วิทยาศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีบทบาทในการระบุแหล่งที่มา ความถูกต้อง รวมถึงการพิสูจน์เพื่อตรวจสอบการปลอมแปลงเหล่านั้น นี่คืออีกเหตุผลว่าทำไมเทคนิคทางวิทยาศาสตร์จึงถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์งานศิลปะ
16 Mar 2025
Mercury Amalgam...วิธีโบราณในการตกแต่งผิวโลหะด้วยทองคำ
มาทำความรู้จักกันว่าคนโบราณมีเทคนิคในการใช้ทองคำตกแต่งผิวโลหะอย่างไร
10 Mar 2025
“Portrait of Mateu Fernández de Soto” รูปบุคคลเหมือนของมาเตว เฟอร์นันเดช เด โซโต และภาพหญิงสาวที่ถูกปกปิดไว้มากว่าศตวรรษ
เทคโนโลยีการถ่ายภาพขั้นสูง อย่างเช่น การถ่ายรูปอินฟราเรดและเอกซเรย์ เป็นเทคนิคที่นิยมใช้ในการถ่ายภาพภาพเขียน เพื่อค้นหาสิ่งที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นภายใต้ชั้นสี เทคนิคเหล่านี้ช่วยเปิดเผยความลับทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจของศิลปิน การค้นพบและเปิดเผย "ภาพใต้ภาพ" ที่ถูกซ่อนไว้มากว่าศตวรรษ ช่วยให้นักวิจัยและนักอนุรักษ์ รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ศิลปะ "เข้าใจ" ชีวิต การทำงาน รวมทั้งเทคนิค ในช่วงเวลานั้นๆ ของศิลปิน
30 Jun 2025
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy